
บันทึกอนุทินครั้งที่ 15
วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562
เวลาเรียน 08:30-11:30 น.

วันนี้อาจารย์ได้สอนเรื่องอาหารเเละโภชนาการสำหรับเด็ก

หลักของโภชนาการได้จัดแบ่งอาหารออกเป็นหมู่ได้
5 หมู่ ได้แก่
อาหารหมู่ที่
1
เนื้อสัตว์ต่างๆ ถั่วเมล็ดแห้ง ช่วยสร้างเสริมและซ่อมแซมอวัยวะต่างๆ
อาหารหมู่ที่ 2 ข้าว หัวเผือก หัวมัน แป้ง น้ำตาล ให้พลังงานความอบอุ่น
อาหารหมู่ที่ 3 ผักใบเขียวและพืชผักต่างๆ ให้วิตามิน เกลือแร่และเส้นใย
อาหารหมู่ที่ 4 ผลไม้ต่างๆ ให้วิตามินและเกลือแร่
อาหารหมู่ที่ 5 ไขมัน น้ำมันจากพืชและสัตว์ ให้พลังงานและความอบอุ่น
การจัดอาหารที่มีคุณค่าตามหลักโภชนาการให้แก่เด็ก จะส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กได้ ซึ่งเด็กต้องได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน
อาหารหมู่ที่ 2 ข้าว หัวเผือก หัวมัน แป้ง น้ำตาล ให้พลังงานความอบอุ่น
อาหารหมู่ที่ 3 ผักใบเขียวและพืชผักต่างๆ ให้วิตามิน เกลือแร่และเส้นใย
อาหารหมู่ที่ 4 ผลไม้ต่างๆ ให้วิตามินและเกลือแร่
อาหารหมู่ที่ 5 ไขมัน น้ำมันจากพืชและสัตว์ ให้พลังงานและความอบอุ่น
การจัดอาหารที่มีคุณค่าตามหลักโภชนาการให้แก่เด็ก จะส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กได้ ซึ่งเด็กต้องได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน

อาหารที่มีโทษเป็นพิษภัยแก่เด็ก
ปัจจุบันอาหารสำเร็จรูปสำหรับริโภคมีมากมายในตลาด
ซึ่งผู้ผลิตคำนึง ถึงความสะดวกของผู้บริโภคเป็นหลัก สามารถเก็บไว้ได้นาน
ในทุกอุณหภูมิ มีรสชาติถูกปากผู้บริโภค ผู้ผลิตโฆษณาชวนเชื่อ
เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อว่าอาหารนั้นๆ ดี มีคุณค่า อร่อย ทันสมัย
หากผู้บริโภคหลงเชื่อโดยมิได้ไตร่ตรองหรือขาดความรู้ด้านโภชนาการ
ก็จะรับประทานอาหารนั้นจนลืมคิดไปว่าการที่จะทำให้อาหารนั้นๆ คง สภาพความอร่อย
ความหอม ความมัน ความหวาน คงสีสันไว้ได้ตลอด นั้นต้องอาศัยสารเคมีช่วยในการปรุงแต่งรูป
รส กลิ่น และสี ให้คงเดิม
วัตถุเหล่านี้เองที่เป็นอันตรายได้
เด็กปฐมวัยนับเป็นตลาดอันสำคัญยิ่งของผู้ผลิตเหล่านี้
เนื่องจากเด็กยังไม่ มีข้อมูลเพียงพอที่จะตัดสินใจเองได้ จึงมักเชื่อตามโฆษณา
และความ นิยมของเพื่อนๆ เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ที่ผู้เลี้ยงดูเด็กจะต้อง
ตระหนักถึงพิษภัยร้ายกาจของอาหารเหล่านี้ โดยต้องร่วมมือกับ พ่อแม่
ผู้ปกครองช่วยกันให้ความรู้แก่เด็ก และไม่จัดอาหารเหล่านี้ให้แก่เด็ก
เพื่อป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่จะตามมา
สิ่งที่ผู้ผลิตตั้งใจใส่ในอาหารสำเร็จรูป
เราเรียกว่า “วัตถุเจือปนอาหาร” เช่น กรดน้ำส้ม สารให้ความหวาน ผงชูรส เป็นต้น

ปัญหาการขาดสารอาหารและการแก้ไขปัญหาการขาดสารอาหารในเด็ก
การขาดสารอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งจากความบกพร่องของการบริโภค
อาหาร จะทำให้เกิดอาการผิดปกติขอ ร่างกายกลายเป็นโรคขาดสารอาหาร
ยิ่งเมื่อเกิดในเด็กวัยที่กำลังเจริญเติบโต คือ อายุระหว่างแรกเกิดจนถึง 5 ปี
ที่เป็นพื้นฐานสำคัญของอนาคตแล้ว ก็ยิ่งเป็นปัญหาที่เลวร้ายมากที่สุด การ
ขาดสารอาหารในวัยเด็กจะทำให้เกิดความชะงักของการเจริญเติบโตเด็กจะ แคระแกร็น
ส่งผลกระทบต่อระบบสมอง เนื่องจากมีการค้นพบว่า สมองของ
คนเราจะเจริญอย่างรวดเร็วถึง 90% ในช่วง 2 ปีแรกของชีวิต ต่อจากนั้นจะ
เจริญต่อไปจนอายุ 5 ปีหากช่วงอายุดังกล่าวเด็กได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน
นอกจากร่างกายเจริญเติบโตไม่ดีแล้ว สมองก็จะเจริญเติบโตไม่เต็มที่ด้วย
หลักการจัดอาหารที่เหมาะสมกับพัฒนาการเด็ก
หลักการจัดอาหารที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก
ดังนั้นผู้เลียงดูเด็กควรคำนึงถึงการจัดอาหารให้เหมาะสมกับสภาพและวัยของแต่ละบุคคลโดยคำนึงถึงความต้องการสารอาหาร
ประโยชน์ที่จะได้รับจากสารอาหาร ปริมาณของอาหารที่ควรได้รับ และพิษภัยของอาหาร เด็กที่ได้รับอาหารที่ดีมีคุณภาพ
ได้รับอาหารเพียงพอ
มีสารอาหารคบถ้วนตามความต้องการ จะมีสุขภาพอนามัยทีสมบูรณ์
มีการเจริญเติบโตและมีพัฒนาการด้านต่าง ๆ เป็นปกติ แต่หากเด็กคนใดไม่ได้รับอาหารที่ดี
ไม่เพียงพอ อาหารไม่มีคุณภาพ จะเกิดภาวะขาดสารอาหาร สุขภาพอนามัยไม่สมบูรณ์
รูปร่างแคระแกร็น เติบโตช้า พัฒนาการไม่สมวัย สภาพร่างกายผิดปกติ
ส่งผลให้พฤติกรรมผิดปกติไปด้วย
ในช่วงอายุแรกเกิดถึง
5 ปี ถือเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของการเจริญเติบโตและการมีพัฒนาการใน ทุก ๆ
ด้านของชีวิตเพราะเป็นช่วงที่ร่างกายมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการอย่างรวดเร็ว
หากเด็กได้รับการเลี้ยงดู
ได้รับอาหารอย่างเพียงพอและถูกต้องจะเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง
ในที่นี้ควรทำความเข้าใจถึงความหมายของคำว่า
การเจริญเติบโตและพัฒนาการว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร การเจริญเติบโต หมายถึง
การะบวนการเปลี่ยนแปลงไปสู่ภาวะที่สมบูรณ์
ทั้งด้านการเพิ่มขนาดของร่างกายทุกส่วนหรือเฉพาะส่วน สามารถวัดได้ เช่นน้ำหนัก
ความสูง ขนาด ความหนาแน่น เป็นต้น 
อาหารสำหรับวัยทารก (แรกเกิด- 1
ปี)
ในระยะแรกเกิดจนถึง
4 เดือน ให้เด็กกินนมแม่เพียงอย่างเดียว การเริ่มฝึกให้อาหารตั้งแต่ 4
เดือนขึ้นไปแบ่งได้เป็น 6 ระยะ ดังนี้
-
อายุ 4 เดือน
ระยะเริ่มแรกให้อาหารเสริมนอกจากกินนมแม่แล้ว
ให้ข้าวบดผสมกับน้ำแกงจืดเล็กน้อยเพื่อ ให้กลืนง่าย ประมาณ 1 ช้อนก่อน
ผสมไข่แดงต้มสุกประมาณ 1 ใน 4 ฟอง ปนน้ำแกงจืดที่ใส่ผักต่าง ๆ
ให้สลับกับกล้วยน้ำว้าสุกงอม ใช้ปลายช้อนขูดทีละน้อยแล้วบดให้ละเอียด
ให้ในประมาณที่น้อย ใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์จึงเพิ่ม
จะช่วยให้ทารกได้รับโปรตีนและพลังงานเพียงพอ ไม่เกิดการขาดสารอาหาร
ควรให้กินในเวลาเดียวกันเพื่อหัดให้เกดความเคยชิน
-
อายุ
7 เดือน
ยังกินนมแม่ ในระยะนี้เด็กจะเริ่มมีฟันขึ้น กระเพาะอาหารสามารถสร้างน้ำย่อยได้แล้วทารกจะเกิดความรู้สึกอยากอาหารและกินอาหารได้มากขึ้น
นอกจากให้ข้าวบดผสมเนื้อสัตว์ต่าง ๆ บดแล้วเริ่มเพิ่มตับบดโดยใส่ผสมกับผักสุกบดกับน้ำแกงจืด สลับกับไข่ 1 ฟอง และผลไม้สุกบด
ควรให้อาหารชนิดใหม่ ๆ ที่มีลักษณะข้นขึ้นและหยาบมากขึ้น เช่น เนื้อสัตว์ต่าง ๆ
สับเป็นชิ้นเล็ก ๆ เริ่มให้ไข่แดงและไข่ขาว เริ่มให้อาหารว่างเป็นผลไม้สุกเพิ่มได้วันละ
1 มื้อ
-
อายุ 8-10 เดือน
ให้กินนมแม่และให้อาหารแทนนมแม่ได้ 2 มื้อ
โดยให้อาหารสลับกันในปริมาณที่มากขึ้น
-
อายุ 10-12 เดือน
ทารกจะมีพัฒนาการในการใช้มือมากขึ้น ควรให้ฝึกหยิบจับอาหารใส่ปากเอง
โดยแม่หรือผู้ดูแลเด็กคอยช่วยเหลือ โดยหาอาหารที่ไม่แข็ง
ไม่เหนียวหรือมีขนาดใหญ่เกินไป ให้ถือกินเองบ้าง ประเภทผัก ผลไม้ เช่น ฟักทอง แครอท
มันต้ม แตงกวา มะละกอ มะม่วงสุก หั่นเป็นชิ้นยาว ๆ เพิ่มมื้ออาหารเป็น 3 มื้อ
เมื่ออายุครบ 12 เดือน ก็จะสามารถกินอาหารได้มากขึ้นและหลากหลายขึ้น
ข้อปฏิบัติในการจัดเตรียมอาหารของเด็กในวัยทารก
1)
ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดก่อนจับต้องอาหาร
2) ใช้ภาชนะที่สะอาด โดยจัดเก็บอย่างมิดชิดไม่ให้แมลงวันหรือแมลงอื่น ๆ
ไต่ตอม
3) อาหารที่ปรุงทุกชนิดต้องล้างให้สะอาด ภาชนะที่ใช้ในการหุงต้มและประกอบอาหาร
เช่น หม้อ กระทะ จาน ชาม มีด ต้องล้างให้สะอาดก่อนและหลังใช้ทุกครั้ง
แยกภาชนะของเด็กและผู้ใหญ่รวมไปถึงมือของผู้ปรุงอาหารก็ต้องสะอาดด้วย
4) อาหารและน้ำจะต้องสุกทั่วถึงและทิ้งระยะเวลาให้อุ่นลง
ไม่ร้อนจัดเวลานำมาป้อนเด็ก หากเด็กกินเหลือไม่ควรเก็บไว้
5) อาหารของเด็กจะต้องมีรสธรรมชาติ ไม่ควรใส่สารปรุงแต่งอาหารให้มีรสชาติเกินธรรมชาติ
เช่น ไม่เค็ม หวาน เปรี้ยวเกินไป หรือไม่ควรใส่ผงชูรส
6)
ต้มหรือตุ่นข้าวจนสุกและ แล้วนำมาบดให้ละเอียด
โดยใช้กระชอนหรือใส่ในผ้าขาวบางห่อแล้วบีบรูดออกหรือบดด้วยช้อนก็ได้
หรือตำข้าวสารให้ละเอียดให้เหมาะสมกับอายุของทารก แล้วจึงค่อยนำไปต้มให้สุก
จะช่วยประหยัดเวลาได้มาก
7) สับหมู หั่นผักให้ละเอียดก่อนนำไปหุงต้ม
ส่วนตับให้ต้มให้สุกแล้วต่อยยีให้ละเอียด
8) ให้กินเนื้อปลาสุกโดยการย่าง หรือนึ่ง หรือต้ม ไม่ควรให้กินหนังปลา
ระมัดระวังก้างปลาโดยเก็บออกให้หมด
9) ให้กินน้ำแกงจืด (น้ำต้มผักกับเนื้อสัตว์สับละเอียด) ผสมกับข้าว
โดยใช้แกงจืดหรือน้ำผัดผัก แต่ต้องไม่เค็ม
10) เด็กที่มีอายุ 7 เดือนแล้วกินถั่วเมล็ดแห้งได้ อาจน้ำไปหุงต้มปนไปกับข้าว
หรือจะนำไปทำเป็นขนมผสมกับน้ำตาลและนม

ประโยชน์และคุณค่าของน้ำนม
น้ำนมถือเป็นอาหารหลักที่มีความสำคัญสำหรับเด็กปฐมวัยทั้งในช่วง
แรก คือ แรกเกิด-3 ขวบ และช่วงอายุ 3-5
ขวบในช่วงแรกเด็กทารก แรกเกิดต้องกินน้ำนมแม่เพียงอย่างเดียวจนอายุได้
4เดือนจึงเริ่มให้ อาหารเสริม และเริ่มหย่านมเมื่ออายุครบ 1 ปีถึง 1 ปีครึ่ง
แต่เด็กยัง ต้องการนมอยู่ เพื่อนำสารอาหารโปรตีน และแร่ธาตุ วิตามินที่มีอยู่ใน
น้ำนมไปเพื่อสร้างเสริมซ่อมแซมร่างกาย ดังนั้นหลังจากหย่านมแม่ ไปแล้ว
เด็กจึงควรได้รับน้ำนมทดแทนในรูปของน้ำนมสัตว์ต่างๆเพื่อ
ให้พัฒนาการของเด็กไม่สะดุดขาดตอนลง

¢ภูมิต้านทานโรค
ในน้ำนมแม่จะมีระบบภูมิต้านทานโรคให้แก่ทารกอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่อยู่ในครรภ์โดยผ่านจากรกเมื่อคลอดออกมาแล้วจะผ่านทางน้ำนมแม่ จนร่างกายของเด็กสามารถสร้างขึ้นเองได้ในภายหลัง จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าน้ำนมแม่มีคุณประโยชน์มาก สามารถสรุปได้ดังนี้
1) ในน้ำนมแม่จะมีสารอาหารครบถ้วนที่จะไปเสริมสร้างพัฒนาการทางสมองและร่างกาย
2) น้ำนมแม่ทีความสะอาดและปลอดภัยจากเชื้อโรค
3) ป้องกันโคต่าง ๆ ที่จะเกิดในเด็กทารกได้
4) มีความสะดวก แม่สามารถให้นมแก่ลูกได้ทุกเวลาไม่ต้องมีการเตรียมการ มีอุณหภูมิพอดี ไม่ต้องอุ่นให้ร้อน หรือทำให้เย็น
5) น้ำนมแม่สามารถถ่ายทอดภูมิคุ้มกันให้แก่ลูกจนลูกสามารถสร้างภูมิคุ้มกันเองได้
6) ประหยัด เพราะร่างกายของแม่สามารถสร้างน้ำนมเองได้ตลอดเวลา
7) ให้ทารกกินได้นานเท่าที่ทารกต้องการ
8) น้ำนมแม่มีปริมาณที่เหมาะสม ไม่ทำให้ทารกเกิดโรคอ้วน
9) น้ำนมแม่มีสารอาหารครบถ้วน เหมาะสมทำให้ทารกถ่ายสะดวกท้องไม่ผูก
10) เมื่อให้นมแก่ลูก แม่และลูกจะผูกพันอย่างใกล้ชิด เกิดความสุขและอบอุ่นทางจิตใจ
ในน้ำนมแม่จะมีระบบภูมิต้านทานโรคให้แก่ทารกอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่อยู่ในครรภ์โดยผ่านจากรกเมื่อคลอดออกมาแล้วจะผ่านทางน้ำนมแม่ จนร่างกายของเด็กสามารถสร้างขึ้นเองได้ในภายหลัง จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าน้ำนมแม่มีคุณประโยชน์มาก สามารถสรุปได้ดังนี้
1) ในน้ำนมแม่จะมีสารอาหารครบถ้วนที่จะไปเสริมสร้างพัฒนาการทางสมองและร่างกาย
2) น้ำนมแม่ทีความสะอาดและปลอดภัยจากเชื้อโรค
3) ป้องกันโคต่าง ๆ ที่จะเกิดในเด็กทารกได้
4) มีความสะดวก แม่สามารถให้นมแก่ลูกได้ทุกเวลาไม่ต้องมีการเตรียมการ มีอุณหภูมิพอดี ไม่ต้องอุ่นให้ร้อน หรือทำให้เย็น
5) น้ำนมแม่สามารถถ่ายทอดภูมิคุ้มกันให้แก่ลูกจนลูกสามารถสร้างภูมิคุ้มกันเองได้
6) ประหยัด เพราะร่างกายของแม่สามารถสร้างน้ำนมเองได้ตลอดเวลา
7) ให้ทารกกินได้นานเท่าที่ทารกต้องการ
8) น้ำนมแม่มีปริมาณที่เหมาะสม ไม่ทำให้ทารกเกิดโรคอ้วน
9) น้ำนมแม่มีสารอาหารครบถ้วน เหมาะสมทำให้ทารกถ่ายสะดวกท้องไม่ผูก
10) เมื่อให้นมแก่ลูก แม่และลูกจะผูกพันอย่างใกล้ชิด เกิดความสุขและอบอุ่นทางจิตใจ
น้ำนมจากสัตว์
เป็นของเหลวที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสร้างขึ้นเพื่อใช้เลี้ยงลูก จะมีคุณ ค่าทางโภชนาการสูง น้ำนมจากสัตว์ที่เรานิยมกินกันเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ น้ำนมวัว เนื่องจากมีส่วนประกอบที่ใกล้เคียงกับน้ำนมของคน มากที่สุด รองลงมาก็คือ นมแพะ นมแกะ นมกระบือ ซึ่งนิยมบริโภค เฉพาะในท้องถิ่น แต่ไม่เป็นที่นิยมเลี้ยงทารกเพราะจะมีไขมันและ โปรตีนสูงกว่าน้ำนมคนและน้ำนมวัวมาก
น้ำนมจัดเป็นอาหารที่ธรรมชาติสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์มีคุณค่าทาง โภชนาการสูง มีลักษณะเป็นของเหลวสีขาวหรือเหลืองนวล มีรส หวานเล็กน้อยมีส่วนประกอบจากน้ำ โปรตีน ไขมัน น้ำตาลแล็กโทส และสารประกอบอื่น ๆ แยกได้ดังนี้ - น้ำ เป็นส่วนประกอบส่วนใหญ่
เป็นของเหลวที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสร้างขึ้นเพื่อใช้เลี้ยงลูก จะมีคุณ ค่าทางโภชนาการสูง น้ำนมจากสัตว์ที่เรานิยมกินกันเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ น้ำนมวัว เนื่องจากมีส่วนประกอบที่ใกล้เคียงกับน้ำนมของคน มากที่สุด รองลงมาก็คือ นมแพะ นมแกะ นมกระบือ ซึ่งนิยมบริโภค เฉพาะในท้องถิ่น แต่ไม่เป็นที่นิยมเลี้ยงทารกเพราะจะมีไขมันและ โปรตีนสูงกว่าน้ำนมคนและน้ำนมวัวมาก
น้ำนมจัดเป็นอาหารที่ธรรมชาติสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์มีคุณค่าทาง โภชนาการสูง มีลักษณะเป็นของเหลวสีขาวหรือเหลืองนวล มีรส หวานเล็กน้อยมีส่วนประกอบจากน้ำ โปรตีน ไขมัน น้ำตาลแล็กโทส และสารประกอบอื่น ๆ แยกได้ดังนี้ - น้ำ เป็นส่วนประกอบส่วนใหญ่

-
น้ำนมสดยูเอชที
คือน้ำนมดิบที่ผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อโรคด้วยระบบยูเอชที
สามรถเก็บไว้ได้นาน 3-6 เดือน ในอุณหภูมิปกติ จะคงกลิ่น สี รสเหมือนเดิม
คุณค่าถูกทำลายไปบ้างเล็กน้อย แต่ค่าใช้จ่ายในการผลิตสูง
ทำให้มีราคาแพงบรรจุอยู่ในลักษณะของนมกล่อง
ผู้เลี้ยงดูเด็กจึงต้องพิจารณาความพร้อมของการจัดการว่า
มีความสะดวกเพียงใดในการเก็บรักษา เช่น หากจะรับนมพาสเจอร์ไรส์ในรูปของนมถุง
ก็จะต้องคำนึงถึงระยะทางการขนส่ง ระบบและวิธีการจัดเก็บ การเตรียมตู้แช่
การเตรียมอุปกรณ์ เช่น กรรไกร หลอดดูด เป็นต้น
รวมทั้งการจัดแถวเด็กเพื่อรับนมถุงจากครู
หรืออาจตัดแล้วใส่หลอดแล้ววางทั้งถุงลงในแก้วเพื่อความสะดวกของเด็ก
หากจะรับเป็นนมกล่องซึ่งมีความสะดวก
แต่ต้องจัดเตรียมสถานที่เก็บรักษาที่ต้องไม่ถูกแสดงแดดไม่ร้อน และมีขนาดกว้างพอ
เนื่องจากไม่สามารถวางได้สูงเกิน 8 กล่อง จึงอาจต้องจัดทำชั้นวางของ
นอกจากนี้แล้วยังต้องคำนึงถึงคุณค่าของนมประเภทต่าง ๆ
ที่ผู้ผลิตได้นำไปผ่านกรรมวิธีดัดแปลงไขมันให้อยู่ในปริมาณต่าง ๆ กันดังนี้
-
นมสดธรรมดา
มีมันเนยไม่ต่ำกว่าร้อย3 .2 ของน้ำหนัก
เมื่อเด็กกินเข้าไปจะได้คุณค่าทางอาหารครบถ้วน
- นมสดพร่องมันเนย มีมันเนยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 0.1 ของน้ำหนัก มีรสชาติด้อยลง
ไม่มันอร่อยเหมือนประเภทแรก
เหมาะสมสำหรับเด็กที่ปัญหาน้ำหนักเกินขนาดหรือเป็นโรคอ้วน
หากให้เด็กตามปกติหรือต้องการสารอาหารมากก็จะทำให้เด็กไม่ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนได้
ผู้เลี้ยงดูเด็กจึงควรเลือกชนิดของน้ำนมให้เหมาะกับความต้องการของเด็ก

นมผง
เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำนมสดมาระเหยน้ำออกจนหมด โดยผ่านกรรมวิธี คือ นำน้ำนมสดมากรองความสกปรกออก แล้วทำให้น้ำนมร้อน แล้วนำไประเหยน้ำภายใต้สูญญากาศ ทำให้แห้ง จะได้นมมีลักษณะเป็นเกล็ดหรือผงได้นมที่มีน้ำหนักเบา ง่ายต่อการเก็บรักษาและการขนส่ง สามารถนำไปใช้ในการผลิตนมพร้อมดื่ม จะใช้ในการเลี้ยงทารกแทนนมแม่ เนื่องจากมีคุณภาพดีใกล้เคียงกับน้ำนมสดมากที่สุด โดยจะสูญเสียวิตามินเอและดี วิตามินบี 1 และซี ไปบ้าง ผู้เลี้ยงดูเด็กอาจเลือกใช้นมผงในกรณีที่น้ำนมสดขาดตลาด หรือไม่สามารถจัดหาน้ำนมสดให้เด็กได้ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างมาก คือ ความสะอาดของอุปกรณ์ เช่น หม้อต้มน้ำ อุปกรณ์ในการชง อุณหภูมิของน้ำเดือดที่ต้องปล่อยให้มีความอุ่นพอควรแก่การชง และสัดส่วนปริมาณของนมผงกับน้ำที่มาตรฐาน ทำให้เด็กได้รับคุณค่าตามกำหนด
เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำนมสดมาระเหยน้ำออกจนหมด โดยผ่านกรรมวิธี คือ นำน้ำนมสดมากรองความสกปรกออก แล้วทำให้น้ำนมร้อน แล้วนำไประเหยน้ำภายใต้สูญญากาศ ทำให้แห้ง จะได้นมมีลักษณะเป็นเกล็ดหรือผงได้นมที่มีน้ำหนักเบา ง่ายต่อการเก็บรักษาและการขนส่ง สามารถนำไปใช้ในการผลิตนมพร้อมดื่ม จะใช้ในการเลี้ยงทารกแทนนมแม่ เนื่องจากมีคุณภาพดีใกล้เคียงกับน้ำนมสดมากที่สุด โดยจะสูญเสียวิตามินเอและดี วิตามินบี 1 และซี ไปบ้าง ผู้เลี้ยงดูเด็กอาจเลือกใช้นมผงในกรณีที่น้ำนมสดขาดตลาด หรือไม่สามารถจัดหาน้ำนมสดให้เด็กได้ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างมาก คือ ความสะอาดของอุปกรณ์ เช่น หม้อต้มน้ำ อุปกรณ์ในการชง อุณหภูมิของน้ำเดือดที่ต้องปล่อยให้มีความอุ่นพอควรแก่การชง และสัดส่วนปริมาณของนมผงกับน้ำที่มาตรฐาน ทำให้เด็กได้รับคุณค่าตามกำหนด

น้ำนมผงปรุงแต่ง
คือ น้ำนมสดหรือนมผงที่นำมาปรุงแต่งด้วยสี กลิ่น รส เพื่อให้ถูกใจผู้บริโภค โดยอาจปรุงแต่งด้วยวัตถุที่มีคุณค่าหรือไม่ก็ได้ แต่สิ่งนั้นต้องไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ส่วนใหญ่จะปรุงแต่งให้มีรสหวานและแต่งกลิ่นต่าง ๆ เช่น ช็อกโกแลต กาแฟ ผลไม้ต่าง ๆ เช่น - นมปรุงแต่งช็อกโกแลตหรือกาแฟ มีหลายชนิดที่บรรจุอยู่ในขวดหรือกล่อง โดยทั่วไปจะประกอบด้วยน้ำนมร้อยละ 94 น้ำตาลทรายร้อยละ 1 และผงโกโก้หรือกาแฟร้อยละ 1 เติมกลิ่นโกโก้หรือกาแฟ ผงโกโก้ในน้ำนมชนิดนี้จะทำให้การดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสลดลง - นมปรุงแต่งกกลิ่นผลไม้ได้รับความนิยมมากในกลุ่มเด็ก และวัยรุ่นเพราะจะมีความหลากหลายของสีและกลิ่นที่สะดุดตาน่าดื่ม ประกอบไปด้วยน้ำนมร้อยละ 96 น้ำตาลทรายร้อยละ 5 และกลิ่นผลไม้สังเคราะห์ แต่งสีตามชนิดของผลไม้นั้น เช่น ใช้สีชมพูสำหรับกลิ่นสตรอเบอร์รี่ สีเขียวสำหรับรสมะนาว สีเหลืองสำหรับรสสับปะรดหรือกล้วยหอม สีส้มสำหรับรสส้ม ผู้เลี้ยงดูเด็กควรให้ข้อมูลแก่เด็กถึงปริมาณน้ำตาลและกลิ่นสีที่เติมลงไปว่าเป็นสารเคมี มิใช่ผลไม้จริง ๆ ดังนั้นจึงไม่ได้คุณค่าของผลไม้สดตามที่โฆษณาแต่อย่างใด
คือ น้ำนมสดหรือนมผงที่นำมาปรุงแต่งด้วยสี กลิ่น รส เพื่อให้ถูกใจผู้บริโภค โดยอาจปรุงแต่งด้วยวัตถุที่มีคุณค่าหรือไม่ก็ได้ แต่สิ่งนั้นต้องไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ส่วนใหญ่จะปรุงแต่งให้มีรสหวานและแต่งกลิ่นต่าง ๆ เช่น ช็อกโกแลต กาแฟ ผลไม้ต่าง ๆ เช่น - นมปรุงแต่งช็อกโกแลตหรือกาแฟ มีหลายชนิดที่บรรจุอยู่ในขวดหรือกล่อง โดยทั่วไปจะประกอบด้วยน้ำนมร้อยละ 94 น้ำตาลทรายร้อยละ 1 และผงโกโก้หรือกาแฟร้อยละ 1 เติมกลิ่นโกโก้หรือกาแฟ ผงโกโก้ในน้ำนมชนิดนี้จะทำให้การดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสลดลง - นมปรุงแต่งกกลิ่นผลไม้ได้รับความนิยมมากในกลุ่มเด็ก และวัยรุ่นเพราะจะมีความหลากหลายของสีและกลิ่นที่สะดุดตาน่าดื่ม ประกอบไปด้วยน้ำนมร้อยละ 96 น้ำตาลทรายร้อยละ 5 และกลิ่นผลไม้สังเคราะห์ แต่งสีตามชนิดของผลไม้นั้น เช่น ใช้สีชมพูสำหรับกลิ่นสตรอเบอร์รี่ สีเขียวสำหรับรสมะนาว สีเหลืองสำหรับรสสับปะรดหรือกล้วยหอม สีส้มสำหรับรสส้ม ผู้เลี้ยงดูเด็กควรให้ข้อมูลแก่เด็กถึงปริมาณน้ำตาลและกลิ่นสีที่เติมลงไปว่าเป็นสารเคมี มิใช่ผลไม้จริง ๆ ดังนั้นจึงไม่ได้คุณค่าของผลไม้สดตามที่โฆษณาแต่อย่างใด



หลังจากที่ได้เรียนเสร็จอาจารย์ก็ได้ให้ออกไปนำเสนอเเผ่นพับเรื่องที่ตัวเองได้ทำมา



ประเมินผล
ประเมินอาจารย์
อาจารย์ตั้งใจสอนเป็นอย่างมากให้ความรู้อย่างละเอียด เเละตั้งใจฟังนักศึกษาตอนนำเสนอ
ประเมินเพื่อน
เพื่อนตังใจฟังตั้งใจเรียน
ประเมินตัวเอง
ตั้งใจฟังอาจารย์











